เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๕ มี.ค. ๒๕๖o

เทศน์เช้า วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ ตั้งใจฟังธรรม 

ชีวิตเกิดมามีกายกับใจ กายกับใจไง ร่างกายนี้ต้องอาศัยปัจจัยเครื่องอาศัย ร่างกายนี้ ร่างกายนี้นะ แต่ร่างกายนี้มันจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีหัวใจไม่มีจิตไง ถ้าไม่มีจิตวิญญาณ ร่างกายนี้อยู่ไม่ได้ ร่างกายนี้อยู่ได้ด้วยจิตวิญญาณของเรา ถ้าจิตวิญญาณของเรา เห็นไหม ให้ฟังธรรม ฟังธรรม ใครนับถือศาสนาใดก็แล้วแต่ ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่ดีก็ดีเรื่องโลกๆ ไง 

ฉะนั้น ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีนะ แล้วถ้าเราเป็นคนดี ดีที่ไหนล่ะ ถ้าเป็นคนดีมันดีที่หัวใจของเราไง ถ้าคนดี ดีที่หัวใจของเรา ดีที่สติปัญญา ถ้าใครมีสติปัญญาจะพาชีวิตนี้ไม่ต้องทุกข์ยากจนเกินไปนัก 

แต่คนที่ลุ่มๆ ดอนๆ เห็นไหม สติปัญญาของเขาอ่อนด้อย ถ้าสติปัญญาของเขาอ่อนด้อย เห็นไหม เขาต้องฝึกฝนของเขา เขาทำของเขาเพื่อประโยชน์กับจิตใจของเขา ถ้าจิตใจของเขานะ พระพุทธศาสนาสอน สอนให้คนตื่นจากการหลับใหลไง เวลาคนนอนหลับ คนถ้าไม่ได้นอนหลับพักผ่อน ร่างกายมันก็ทนอยู่ไม่ได้หรอก ร่างกายนี้เวลาทำหน้าที่การงานจนเหนื่อยล้าแล้ว นอนหลับพักผ่อนแล้ว มันก็สดชื่นขึ้นมาก็ทำงานได้ ถ้าคนนอนหลับ คนนอนหลับนั้นคือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าหัวใจมันหลับใหลไปในกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง กิเลสมันหลับใหล หลับใหลไปในความอยาก ความต้องการ ความปรารถนาของตน ความต้องการ ความปรารถนาของตน เห็นไหม 

ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นไหม นั่นคือเป้าหมายของชีวิตไง ทุกคนเกิดมาต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าการประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยสุจริต ด้วยคุณธรรม สิ่งนั้นจะประเสริฐมาก แต่ใครประสบความสำเร็จด้วยการคด การโกง การทำร้ายเขา การเหยียบย่ำทำลายเขามา สิ่งนั้นมันก็ประสบความสำเร็จ แต่ความสำเร็จอย่างนี้มันเป็นความสำเร็จด้วยการทุจริต เวลาความสำเร็จทางทุจริตนั่นมันมีบุญมีกุศล มันมีบาปกรรม เห็นไหม มีบาปกับบุญ 

ถ้าทำบาปๆ ทำบาปอกุศลของเขา เขาทำบาปอกุศลของเขา ทำไมเขาประสบความสำเร็จในชีวิตของเขา ถ้าความสำเร็จในชีวิตของเขา นั่นเขาสร้างเวรสร้างกรรมของเขามาไง ถ้าสร้างเวรสร้างกรรมของเขามา แล้วเวรอย่างนั้น เวร เห็นไหม เวรส่งเสริมให้เขาทำกรรมต่อเนื่องกันไป แต่ถ้าคนมีบุญกุศล เห็นไหม ทำสิ่งใดประสบความสำเร็จด้วยความสุจริต 

ความสุจริต ทำดี เห็นไหม ทำได้ยาก ทำชั่วทำได้ง่าย ทำชั่วนะ ถ้าเราไม่มีคุณงามความดีของเรา เราจะหลับใหลไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรา เราจะทำความชั่วช้าในความต้องการความปรารถนาของเรา ทำเสร็จแล้วถ้าคนมีสติปัญญาก็ต้องปิดซ่อนไว้ ต้องนั่งทับไว้ ไม่ให้ใครรู้ ทำความชั่วต่างๆ เราต้องแอบทำ 

แต่ทำคุณงามความดี ทำคุณงามความดีทำด้วยความเปิดเผย ทำด้วยความเปิดเผย ทำด้วยสุจริต เห็นไหม นี่ทำคุณงามความดีของเรา

ศาสนาสอนให้คนตื่นขึ้นมานะ แต่คนถ้าหลับใหลๆ หลับใหลไปในกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง แต่คนตื่นขึ้นมาแล้ว ตื่นขึ้นมาทำคุณงามความดีแล้วมันแสนทุกข์แสนยากไง แต่คุณงามความดีนี้ เห็นไหม เวลาคนเราเกิด เกิดมาจากไหน เกิดมาจากมนุษย์สมบัตินะ ถ้าคนไม่ได้เกิดมนุษย์สมบัติ จิตนี้ไม่เคยตาย จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาเขาเกิดในสัตว์เดรัจฉาน เกิดในนรกอเวจี 

การเกิดๆ เราบอกมันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก เราไม่เชื่อหรอก มันพิสูจน์ไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ 

ความพิสูจน์ได้หรือไม่ได้ อันนั้นคนที่มีสติปัญญาเขาจะพิสูจน์ของเขา ถ้าพิสูจน์ของเขานะ เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติเข้าไปแล้วเขาไปรู้วาระของเขา จิตนี้ที่เคยได้เกิดในภพชาติใดมา เห็นแล้วมันสังเวชไง เห็นแล้วมันสังเวชถึงว่ากิเลสตัณหาความทะยานอยาก พญามาร ครอบครัวของมาร มันครอบคลุมหัวใจของสัตว์โลก มันทำให้หลับใหลในอำนาจของมันไง แต่ถ้าเรามีสติ มีปัญญาขึ้นมา เราต้องมีสติปัญญาขึ้นมาด้วยการฝึกฝนของเรา 

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาสอนถึงภาวนามยปัญญา สอนถึงการแก้ไขการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายไง ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอีกแล้ว ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันเกิดไปที่ไหน มันเกิดจากหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นมีสติมีปัญญาขึ้นมา ถึงไม่มีรูปเคารพสิ่งใด ไม่อ้อนวอนขอสิ่งใด เกิดจากการกระทำของเราทั้งนั้น ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมาเราจะทำได้ เห็นไหม 

นี่ไงศาสนาสอนตรงนี้ สอนไม่ให้หลับใหลไปกับกิเลส สอนให้ตื่นขึ้นมา แล้วตื่นขึ้นมาทำอะไร เวลาตื่นขึ้นมา เห็นไหม คนเราตื่นมาแล้ว ตื่นขึ้นมาก็ค้นคว้าหาหัวใจของตน ตื่นขึ้นมาแล้ว ตื่นขึ้นมาแล้วคือตื่นไง ตื่นขึ้นมาแล้วคือจบหรือ ตื่นขึ้นมาแล้ว ตื่นขึ้นมายังไม่มีสติปัญญาขึ้นมา ตื่นขึ้นมาทำอะไร

นี่ก็เหมือนกัน เราไปวัดไปวาขึ้นมาไปเพื่ออะไร เราไปวัดไปวา เริ่มตื่นขึ้นมา เห็นไหม ตื่นขึ้นมาก็ขวนขวาย ขวนขวายเรื่องการทำทานของเรา ทำทานทำเพื่ออะไร ทำทานขึ้นมาเพื่อความตระหนี่ถี่เหนียวไง เพื่อความบีบคั้นหัวใจไง กิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันบีบคั้นหัวใจของเรา ไอ้นั่นของเรา ของเรา ของเราทุกอย่างเลย แล้วของเราแล้วก็ไม่ใช้ไม่สอยด้วย มันตระหนี่ถี่เหนียว มันก็ดูแลรักษาไว้เป็นขี้ข้ามัน ให้มันเหยียบย่ำหัวใจ ให้มันเจ็บซ้ำน้ำใจอยู่อย่างนั้น

แต่ถ้าเป็นของเราๆ แล้วเราใช้ประโยชน์ของเรา เราดำรงชีพของเรา เราใช้สอยในชีวิตของเรา เราใช้สอยเพื่อดูแลครอบครัวของเรา เราใช้สอยเพื่อการประกอบสัมมาอาชีวะ เราใช้สอยเพื่อบำรุงรักษาในสังคม เราใช้สอยๆ การใช้สอยอย่างนี้มันจะเกิดอำนาจวาสนาบารมีขึ้นมา การใช้สอย ถ้ามันมีสติปัญญาขึ้นมามันก็ทำคุณงามความดีของเรา เราไปวัดไปวาเพื่อตื่นขึ้นมาแล้วเราก็ทำคุณประโยชน์กับเรา ทำไปทำไม ทำไปให้มีบารมีธรรมไง 

ถ้ามีบารมีธรรมนะ ดูสิ เวลาคนที่มีแต่ความหลงใหล เขาพูดสิ่งใดเขาก็เชื่อถือไปหมดเลย แต่ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา เราได้ฝึกของเรา เราฝึกหัดปัญญาของเรา แล้วใครจะมาฉ้อฉล เรารู้เท่ารู้ทัน ถ้ารู้เท่ารู้ทันนะ รู้เท่ารู้ทันด้วยไม่เหยียบย่ำเขาอีกด้วย เรารู้เท่ารู้ทันของเรา

เรารู้เท่ารู้ทันในหัวใจของเรา ถ้ามันมีสติปัญญาฝึกฝนอย่างนี้ ถ้าตื่นขึ้นมาแล้ว ตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องมาฝึกหัดหัวใจของเรา เราค้นคว้าหาหัวใจของเรา เรื่องของทาน เรื่องของศีล ศีลคือความปกติของใจ เขาหาความสุขกันทางโลก โลกนี้หาความสุขกัน ความสุขที่ทางโลกเขามีความสุข นั่นเป็นอามิสทั้งนั้น ใครมีเงินมีทองเขาก็แสวงหาความสุขอย่างนั้นได้ 

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา เห็นไหม ดูพระพุทธศาสนาสิ สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน สอนให้มักน้อยสันโดษ สันโดษๆ เห็นไหม ดูสิพระเรา พระเรา เห็นไหม คนจนผู้ยิ่งใหญ่ หลวงตามหาบัวท่านเป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่ มีสมบัติของตนเป็นบริขาร ๘ ด้วยศรัทธาของสังคม เห็นไหม ช่วยเหลือเจือจานกัน ท่านหาเงินเพื่อประเทศชาติเป็นหมื่นๆ ล้าน คนจนผู้ยิ่งใหญ่ เห็นไหม 

ถ้าคนจนผู้ยิ่งใหญ่ เราอ่อนน้อมถ่อมตนของเรา เราอยู่ในที่สงบสงัดของเรา แล้วถ้าหาความสุขของเรา สุขของเราเกิดจากจิตสงบไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เขาจะหาความสุขกันไป เขาได้เสพสิ่งใดสมความปรารถนาของเขาเป็นความสุข ความสุขชั่วคราว แล้วเขาก็พยายามหากันต่อเนื่อง แล้วก็มาโฆษณาชวนเชื่อกันว่าสิ่งนั้นเป็นความสุข สิ่งนั้นเป็นความสุขไง 

พระพุทธศาสนาสอน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

จิตของเรา เราค้นคว้าหาจิตของเรา แต่การจะค้นคว้าหาจิตของเรา ไม่ใช่ค้นคว้าหาด้วยคนโง่คนเซ่อ คนโง่คนเซ่อค้นคว้าหาใจของตน คนโง่คนเซ่อทำสิ่งใดไม่เคยประสบความสำเร็จ มันต้องคนที่ฉลาด ถ้าคนที่ฉลาดแล้ว เขาฉลาดแล้วฉลาดทางโลก เราทำสิ่งใดเราก็ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เบียดเบียนใครเพื่อไม่สร้างเวรสร้างกรรม กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน คนที่คิดดีๆ คนที่เขามีความปรารถนาดี ได้บุญกุศลของเขา เขามีน้ำใจของเขา เขารักษาหัวใจของเขา เขาจะไม่ทำลายคนอื่น เขาไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น 

สิ่งที่ปรารถนา เรามาค้นคว้าหาใจของตนเพื่อความปรารถนาอันนี้ไง เราเสียสละทานด้วยอำนาจวาสนาบารมี ด้วยหัวใจดวงนี้ไง ถ้าหัวใจที่มันเข้มแข็ง หัวใจที่มีจุดยืน สิ่งใดมันก็มีสติปัญญาขึ้นมา แล้วเราฝึกหัดค้นคว้าหาใจของตน หาใจของตน หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ คนโง่ๆ เซ่อๆ หาหัวใจของตนไม่เจอหรอก คนโง่ๆ เซ่อๆ เขาจะหาแต่ทรัพย์สมบัติจากภายนอก คนที่ฉลาดเท่านั้นเขาจะหาอริยทรัพย์จากภายใน ถ้าหาอริยทรัพย์จากภายใน ภายในนี่สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี 

ถ้าจิตมันสงบแล้ว ใครทำให้มันสงบล่ะ ถ้าคนมีสติปัญญามันถึงทำได้ใช่ไหม คนไม่มีสติปัญญา แม้แต่ดำรงชีวิตของเรา เรายังดำรงชีวิตไม่ได้เลย ใครพูดสิ่งใดก็เชื่อเขาไปหมด ใครทำสิ่งใดก็วิ่งตามเขาไปหมด ไม่มีจุดยืนสิ่งใดเลย 

แต่คนที่เขามีสติปัญญาของเขานะ สิ่งนั้นมันเป็นสังคมโลก เขาเรียกว่าโลกกับธรรม โลกกับธรรม มันอยู่ด้วยกัน เหรียญมีสองด้าน สิ่งหนึ่งคือทางโลก ทางโลกคือการขวนขวายการหาอยู่หากินเพื่อดำรงชีวิต ทางธรรม ทางธรรมเพื่อหัวใจของตน เพื่อหัวใจของตน 

ถ้าหัวใจของตน สิ่งนั้นเราก็ได้ทำแล้ว สิ่งนั้นเราก็ทำแล้ว เราก็ขวนขวายหาเวลาของเรา สิ่งที่มันบีบคั้นหัวใจ สิ่งที่มันเป็นกิเลส กิเลสมีตัวเล็กตัวน้อย มีทั้งครอบครัวของมัน ถ้ามันเล็กๆ น้อยๆ มันก็เหงา มันก็ว้าเหว่ ถ้ามันหนักหนาสาหัสสากรรจ์มันก็ทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ ถ้ามันทำมากขึ้นมันหลอกลวงเลย มันอยู่ในหัวใจของตน 

ถ้าเราฉลาดเราก็จะรักษาหัวใจของตน รักษาบ้าน ทำความสะอาดบ้านของเรา ถ้าทำความสะอาดบ้านของเรา ถ้ามันพุทโธ พุทโธ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ นี่คืองานของเรา คนที่ฉลาด คนที่ฉลาดเขาทำงานละเอียดไง แล้วเขาจะมีสติมีปัญญาขึ้นมา สติปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาอย่างนี้มันมหัศจรรย์มาก 

ปัญญาที่เราเกิดขึ้นๆ ปัญญาอย่างนี้เขาเรียกศรัทธาความเชื่อ ถ้ามีปัญญานี่โลกียปัญญา ปัญญาที่จะให้เราขวนขวายหาทางออกของชีวิต ถ้าหาทางออกของชีวิตนะ แล้วเกิดเราภาวนาขึ้นมาเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือเกิดจากใจของเราไง 

ใจของเราเริ่มต้นที่มันจะเกิดปัญญาขึ้นมาได้ ปัญญาที่มันเกิดขึ้นโดยความคิดเขาเรียกว่าโลกียปัญญา ปัญญาโดยสัญชาตญาณไง สัญชาตญาณของมันมีอยู่แล้ว สัตว์มันก็มีสัญชาตญาณของมัน มนุษย์ก็มีสัญชาตญาณของเราไง มนุษย์มีสมอง มนุษย์ก็ใช้ปัญญาของเรา ปัญญาอย่างนี้มันขี้โกงก็ได้  โกงว่าเราภาวนาได้ เราภาวนาเป็น มันขี้โกงก็ได้ นี่ปัญญาแบบโลกๆ ไง 

แต่ถ้าจิตมันสงบแล้วเราคิดไม่ได้ เราจะให้มันโกงไม่ได้ จะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือกิเลสมันสงบตัวลง พอกิเลสสงบตัวลงมันไม่มีใครมายุมาแหย่ ถ้ามันเกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นจากความเป็นจริง ถ้าคนมีอำนาจวาสนา เห็นไหม พอจิตสงบแล้วมันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง เห็นสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน การงานของใจที่มันจะทำ

เราทำทางโลก เราทำสัมมาอาชีวะ คนทำงาน คิดงานทำงาน คนทำงานแตกต่างกันไป ไอ้นี่หน้าที่การงานของเรา หน้าที่การงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถ้าเลี้ยงปากเลี้ยงท้องขึ้นมาแล้ว เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงชีวิตไว้ทำไม 

ชีวิตนี้ เห็นไหม ชีวิตมีการพลัดพรากเป็นที่สุด ชีวิตนี้มันต้องตายไปข้างหน้าแน่นอน แต่ตายไปแล้ว ทั้งชีวิตเราได้อะไร ทั้งชีวิต ชีวิตของเรา เราเกิดมาทำไม 

เด็กๆ  เกิดมาก็ต้องมีการศึกษา เกิดมาก็เพื่อมีปัญญา เพื่อหาอยู่หากิน เพื่อไม่ให้เป็นภาระของใครทั้งสิ้น เราต้องพึ่งตัวเราเองได้ ถ้าเราพึ่งตัวเองได้ คนที่มีสติปัญญาเขาจะหาสมบัติที่ดีขึ้นไปกว่านี้ไง หาสมบัติที่ว่าเวลาจิตมันสงบขึ้นมามันมีความสุขของมัน แล้วถ้ามันพิจารณาของมันไป เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ขั้นของปัญญาเวลามันคายออก เวลามันคายออก มันเลาะออก มันสำรอกออก สำรอกกิเลสออก มันจะเห็นความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์นะ 

สิ่งที่มหัศจรรย์ใครทำ เราเกิดเป็นคนใช่ไหม เราบอกเรามีปัญญาใช่ไหม เราบอกว่าเรารักตัวเองใช่ไหม ถ้าเรารักตัวเองขึ้นมา ทำไมเราไม่หาสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิตของเราไง ถ้าสิ่งที่ดีที่สุดมันอยู่ที่ไหน เราไปวัดไปวากัน เวลากราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบพระพุทธรูป กราบตู้พระไตรปิฎก เวลาพระสงฆ์ก็กราบพระสงฆ์ พุทธ ธรรม สงฆ์ พุทธ ธรรม สงฆ์ พระรัตนตรัยของเรา แต่เวลาทำจริงทำจังขึ้นมาในใจของเราไง จิตมันสงบแล้ว ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต  เวลาจิตสงบขึ้นมา พุทธะ ความรู้สึก แล้วมันจับได้ ที่มันละเอียด พุทธะเนี่ย นี่จิตวิญญาณของเรา

ที่บอกว่า วิญญาณไม่มี ผีไม่มี เอ็งก็โม้กันไป นี่ไงคนโง่ๆ เซ่อๆ มันหาใจของมันไม่เจอหรอก คนโง่ๆ เซ่อๆ จรรโลงศาสนาไว้ไม่ได้หรอก 

คนที่จรรโลงศาสนาไว้ต้องเป็นคนที่ฉลาด แล้วมันฉลาดด้วยอะไรล่ะ ฉลาดด้วยเล่ห์กลใช่ไหม เวลาฉลาด ฉลาดแกมโกงใช่ไหม จะไปโกงสมบัติของคนอื่นมาหมดเลยหรือ เวลาบุญกุศลเขาเป็นคนทำ เราไม่ได้ไปทำกับเขา เวลาเขาทำของเขา เขาก็มีควาสุขของเขา มีบุญกุศลในใจของเขา เราไม่ได้ทำอะไรของเขา เราจะไปขโมยเขาได้ไหม เราขโมยใครมาไม่ได้หรอก แล้วเวลาทำจริงๆ ขึ้นมา สติมันคืออะไร แล้วคนไม่เคยทำ สติก็ไม่รู้จักสติไง 

แต่ถ้าคนทำขึ้นมานะ เวลามันฟุ้งซ่าน เวลามันทุกข์มันยากมาก เพราะมันหลง เวลามันคิดได้ คิดได้คือสติมันมา พอคิดได้หยุดหมดเลย มาคิดที่เวลาเราลุ่มหลงอยู่ โอ้โฮ! มันไปคิดมาเจ็บช้ำน้ำใจทั้งนั้นเลย เวลาคิดได้ อืมพอกันที นี่สติ แล้วถ้ามีสติขึ้นมาแล้วมาฝึกหัดของเรา เวลามีคำบริกรรมขึ้นมา พุทธานุสติ เรากำหนดพุทโธของเรา เพราะจิตถ้าไม่กำหนด ไม่ดูแลมัน มันก็ส่งออก มันก็ดิ้นรนของมันไป เราก็ต้องดูแลของมันด้วยพุทธานุสติ เห็นไหม รักษาหัวใจของตน ค้นคว้าหาใจของตน 

ถ้ามันพุทโธ พุทโธจนละเอียดขึ้นมา คนที่ทำจะรู้ เวลาทำขึ้นมาทุกคนจะมีความเครียด ทุกคนมันจะมีความอึดอัดขัดข้องทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะกิเลสมันจะโดนกำจัดไง เวลามันปล่อยมันสบายๆ นะ โอ๋ย! เป็นเทวดาเลย คิดอะไรก็ได้ เก่งไปหมด รู้ไปหมด เอาจริงๆ ขึ้นมาคิดไม่ได้ ให้อยู่กับพุทโธก็อยู่ไม่ได้ ทำอะไรก็ทำไม่เป็น ทำไม่ได้สักอย่าง 

แต่ถ้าเรามีศรัทธามีความเชื่อของเรา ต้องบังคับ บังคับคือบังคับอะไร บังคับกิเลสไง บังคับความเห็นแก่ตัวไง บังคับไอ้พวกขี้เกียจขี้คร้านในใจของตนไง ให้อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธานุสติ เวลาละเอียดขึ้นมามันก็รับรู้ได้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คนทำทำได้ คนทำรู้เอง เวลามันสงบระงับเข้ามา ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ  ถ้ามันเป็นได้จริงนะ 

ถ้ามันเป็นไม่ได้จริงมันก็คาดหมายกันไป พอคาดหมาย หลวงปู่มั่นท่านสอนไว้ จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก มันจินตนาการได้หมด จะธรรมะขั้นไหน มันจินตนาการได้ทั้งนั้น แล้วมหัศจรรย์ไปตลอด นี่กิเลสมันหลอก กิเลสบังเงา เอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลอกเราอีกชั้นหนึ่ง แล้วเราก็เชื่อมันไป เพราะมันต้องการให้เราอยู่ในอำนาจของมันตลอดไปไง 

แต่ถ้าเป็นความจริงๆ เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเป็นความจริง ความจริงที่เกิดจากการกระทำ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันมีเหตุมีผลของมัน เราเป็นคนทำของเราขึ้นมา เราหยิบไฟเราก็รู้ว่าร้อน เรากำน้ำแข็งเราก็รู้ว่าเย็น จิตใจที่มันทุกข์มันยาก มันฟุ้งมันซ่านเราก็รู้ ถ้าจิตใจมันร่มเย็นขึ้นมามันก็รู้ นี่ไงปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เป็นจริงขึ้นมา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าทำเป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม 

นี่ไงศาสนาปลุกให้เราตื่นขึ้นมานะ ถ้าหลับใหล คนนอนหลับอยู่ มันก็หลับอยู่อย่างนั้น เวลาจะป้อน เวลาเราจะช่วยเหลือเขาก็ต้องอุ้มกันเอาไป นี่ก็เหมือนกัน จิตของเราหลับใหลไม่เชื่ออะไรเลย กูเก่ง กูแน่ กูยอด มันหลับใหลอยู่ใต้อำนาจของกิเลสไง ถ้าเก่งและแน่ขนาดไหน พิสูจน์สิ พิสูจน์ว่าจริงหรือเปล่า เก่งจริงหรือเปล่า โง่ๆ เซ่อๆ มันว่ามันเก่ง 

คนที่ฉลาด ครูบาอาจารย์ของเรา เห็นไหม พระอัสสชิเป็นพระอรหันต์ เวลาพระสารีบุตรแสวงหาครูบาอาจารย์ เห็นพระอัสสชิบิณฑบาตอยู่ เห็นกิริยาของท่าน โอ้โฮน่าเคารพบูชา เวลาไปถามพระอัสสชิไง ท่านบวชกับใครมา ใครเป็นอาจารย์ของท่าน ไปถามธรรมะไง 

โอ๋ยเราเพิ่งบวชใหม่ เราไม่รู้สิ่งใดมากมายหรอก” 

นี่ไงไอ้คนขี้โม้นั่นน่ะ โง่ๆ เซ่อๆ ทั้งนั้นน่ะว่ามันเก่ง ไอ้คนเก่ง พระอรหันต์ท่านบอกว่า ท่านเพิ่งบวชใหม่ ปัญญาท่านน้อย 

เวลาพระสารีบุตรบอก จะบวชใหม่ อาจารย์ของท่านสอนมาอย่างไร ไม่ต้องสอนมากก็ได้” 

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ไประงับที่เหตุนั้น” 

พระสารีบุตรฟังทีเดียวเป็นพระอรหันต์เลย

คนที่ฉลาดๆ เขาพูดกันเป็นเนื้อเป็นน้ำ พูดกันเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นประโยชน์กับผู้ที่ปฏิบัติ เป็นประโยชน์กับผู้ที่แสวงหา ไม่ต้องมาอวดโม้ ขี้โม้ โม้ไปแล้วนะน้ำท่วมทุ่ง ไม่ได้สิ่งใดเลย นี่คนฉลาด ฉลาดแล้วไม่ได้อะไรเลย ไอ้คนโง่ๆ นะ โง่ไม่ตามกิเลสไปไง แต่ฉลาดเอาตัวเองไง แล้วพยายามทำของเรา ตั้งสติของเรา ฝึกหัดของเรา แล้วเราจะพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ ศาสนาพุทธ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว แล้วยังมีต่อเนื่องกันไป ทำไมคงทนมาได้อย่างนี้ล่ะ 

การคงทนนะ เราก็เห็น ธรรมดาสังคมหมู่มากก็ต้องมีคนดีและคนชั่วเป็นธรรมดา  ผู้ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของเขา มันก็เข้ามาแอบอิงนั่นน่ะ นั่นก็เรื่องธรรมดา แต่ถ้าเราแสวงหาเราก็ต้องคัดเลือกของเราสิ ความจริงมันมีอยู่ ของจริงมันมีอยู่ แล้วของจริงนี้ไม่ต้องไปพิสูจน์ที่ไหน พิสูจน์ที่หัวใจของเรา แล้วถ้าเราประพฤติปฏิบัติเข้าไปแล้ว ติดขัดอย่างไรถามท่าน ถ้าท่านไม่รู้ท่านตอบเราไม่ได้ เราบางทีปฏิบัติล่วงหน้าท่านไปน่ะ ถามแล้วรู้เลยว่า โอ๋ย! แค่นี้เองหรือ 

แต่ถ้าเราทำแล้วเป็นความจริงของเรา นี่ไงศาสนาปลุกให้หัวใจเราตื่นขึ้นมานะ อย่าให้มันหลับใหลกับชีวิตนี้ ให้มันตื่นขึ้นมา แล้วแสวงหา แสวงหาความเป็นอยู่ทางโลกก็แสวงหาเพื่อดำรงชีพ แสวงหาสัจธรรม ก็สงสารใจเรานี่ไง เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วยังมืดบอดต่อไป เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วยังจะต้องมืดบอดต่อไปอีกหรือ ปลุกหัวใจให้มันตื่นขึ้นมา ด้วยปัจจัตตัง ด้วยสันทิฏฐิโก ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงในใจของเรา  เอวัง